PDRN แบบไหนเหมาะกับผิวหน้า?

LOGO_Beautyface_final_06.jpg Beautyface.th
อัพเดทล่าสุด: 23 พ.ค. 2026
22 ผู้เข้าชม

PDRN คืออะไร?

เจาะลึกความลับจากอสุจิปลาแซลมอน สู่สุดยอดสารฟื้นฟูผิวหน้าระดับ DNA

หากคุณเป็นคนที่ติดตามวงการความงามและสกินแคร์ในช่วงนี้ คงไม่มีทางที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของสารสกัดที่เรียกว่า PDRN หรือที่หลายคนคุ้นหูในชื่อของสารสกัดจาก "อสุจิปลาแซลมอน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในหัตถการยอดฮิตอย่างเมโสหน้าใส ไปจนถึงสกินแคร์ระดับไฮเอนด์

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกมิติของ PDRN ตั้งแต่ความหมาย ที่มา ประโยชน์ไปจนถึงเกรดและขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้อย่างตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด

PDRN คืออะไร?

PDRN ย่อมาจาก Polydeoxyribonucleotide คือสารประกอบที่เป็นชิ้นส่วนของ DNA (DNA Fragments) ซึ่งมีโครงสร้างทางโมเลกุลในระดับที่เล็กมากๆ ทำให้สามารถซึมเข้าสู่เซลล์ผิวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารตัวนี้ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์มาอย่างยาวนานในเรื่องของการสมานแผล (Wound healing) ก่อนจะถูกพัฒนามาใช้ในวงการแพทย์ผิวหนังและความงามเพื่อการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน

PDRN มาจากไหน?

สาร PDRN สกัดมาจาก สารคัดหลั่งหรืออสุจิของปลาแซลมอน (Salmon Milt) โดยเพาะสายพันธุ์ Chum Salmon หรือ Salmon Trout

เหตุผลที่ต้องเป็นปลาแซลมอน: วิทยาศาสตร์พบว่า DNA ของปลาแซลมอนมีความคล้ายคลึงกับ DNA ของมนุษย์สูงถึง 95% ด้วยความเข้ากันได้ในระดับนี้ เมื่อนำมาสกัดให้บริสุทธิ์และเข้าสู่ผิวหนัง ร่างกายมนุษย์จึงรับได้ดี ไม่เกิดการต่อต้าน และนำไปใช้ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้ทันที

PDRN ช่วยอะไร และสำคัญกับผิวหน้าอย่างไร?

ความสำคัญของ PDRN ต่อผิวหน้านั้นเหนือกว่าแค่การบำรุงทั่วไป เพราะเป็นการ "ซ่อมแซม" (Regeneration) ผิวจากโครงสร้างภายใน โดยมีประโยชน์หลักๆ ดังนี้:

  • ฟื้นฟูเซลล์ผิวระดับ DNA กระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดด มลพิษ หรืออายุที่เพิ่มขึ้น
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น แน่นกระชับ และลดเลือนริ้วรอยร่องลึก (Anti-aging)
  • ลดการอักเสบของผิว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) จึงช่วยปลอบประโลมผิวที่เป็นสิว ผิวแพ้ง่าย หรือผิวที่เพิ่งผ่านการทำเลเซอร์
  • ️ ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น กักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวดูฉ่ำวาวหรือที่เรียกว่า "ผิวกลาสสกิน" (Glass Skin)
  • กระชับรูขุมขนและลดรอยแผลเป็น ช่วยเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นและรูขุมขนดูเล็กลง

เกรดของ PDRN มีกี่เกรด?

ในท้องตลาดปัจจุบัน PDRN ถูกแบ่งออกเป็น 2 เกรดหลักๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งานและกระบวนการผลิต ได้แก่

เกรดของ PDRN ลักษณะและการใช้งาน
1. Medical Grade
(เกรดการแพทย์)
2. Cosmetic Grade
(เกรดสกินแคร์)
ใช้สำหรับ ฉีด เข้าสู่ชั้นผิวหนังโดยตรง (Injectable) ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกความงาม ใช้สำหรับ ทา ภายนอก ออกแบบโมเลกุลให้ซึมผ่านชั้นผิวได้ดี เหมาะสำหรับโฮมแคร์
ความบริสุทธิ์
บริสุทธิ์สูงสุด (Highly Purified) และผ่านกระบวนการทำให้ปลอดเชื้อ (Sterile) 100%
เช่น Rejuran, Placentex
มีความปลอดภัยสูง แต่อาจผสมสารบำรุงอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเสริมประสิทธิภาพ เช่น แอมพูล เซรั่ม ครีมบำรุง หรือมาสก์หน้า

 

RACH PDRN+ Serum Advance Purify Concentrate เซรั่ม PDRN สูตรเข้มข้น

แนะนำขนาดและความเข้มข้นของ PDRN ที่เหมาะกับผิว

การเลือกขนาดหรือความเข้มข้นของ PDRN ขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์และปัญหาผิวที่คุณต้องการแก้ไข

1️ แบบสกินแคร์ทาบำรุง (Topical PDRN)

สำหรับสกินแคร์ มักจะระบุความเข้มข้นเป็นหน่วย ppm (Parts Per Million)

1,000 - 5,000 ppm

เหมาะสำหรับการบำรุงผิวหน้าทุกวัน (Daily use) ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิวสำหรับคนผิวปกติถึงผิวบอบบาง

10,000 - 100,000 ppm

เป็นความเข้มข้นระดับสูง (Intensive care) เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอย ผิวโทรมมาก หรือต้องการฟื้นฟูผิวอย่างเร่งด่วน

2️ แบบฉีดเข้าผิวหนัง (Injectable PDRN)

โดยทั่วไปคลินิกความงามจะใช้ความเข้มข้นประมาณ 1% - 2% (หรือราว 10 - 20 mg/ml)

ซึ่งเป็นระดับที่งานวิจัยทางการแพทย์รับรองว่าเห็นผลลัพธ์ในการกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้สร้าง
คอลลาเจนได้ดีที่สุดโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: PDRN ทา หรือ ฉีด แบบไหนดีกว่ากัน?
การฉีด (Medical Grade) จะเห็นผลลัพธ์รวดเร็วและชัดเจนกว่าเพราะส่งสารเข้าสู่ชั้นหนังแท้ได้โดยตรง เหมาะกับการบูสต์ผิวเร่งด่วน ส่วนแบบทา (Cosmetic Grade) เหมาะสำหรับการคงสภาพผิวให้สวยยาวนานและบำรุงอย่างต่อเนื่องในทุกๆ วัน
Q: ผิวแพ้ง่าย หรือเป็นสิว ใช้ PDRN ได้ไหม?
ใช้ได้ดีมากเลย! เพราะ PDRN มีคุณสมบัติเด่นในการลดการอักเสบและสมานแผล จึงช่วยให้สิวแห้งไวและลดรอยแดงจากสิวได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น
Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
สำหรับการฉีดมักจะเริ่มเห็นผลผิวฉ่ำวาวใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนสกินแคร์แบบทา ควรใช้อย่างต่อเนื่อง 28 วันขึ้นไป (ตามรอบการผลัดเซลล์ผิว) จึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของริ้วรอยและโครงสร้างผิวที่แข็งแรงขึ้น

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูล ไม่ใช่การให้คำแนะนำทางการแพทย์ | ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้บริการ


LOGO_Beautyface_final_06.jpg
Beautyface.th
บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy