แชร์

ผิวแห้ง กับ ปัญหาผิวขาดน้ำ ใช้อะไรดี?

LOGO_Beautyface_final_06.jpg Beautyface.th
อัพเดทล่าสุด: 30 ธ.ค. 2025
19 ผู้เข้าชม

 ผิวแห้ง กับ ผิวขาดน้ำ ต่างกันอย่างไร

 4 สัญญาณที่บอกว่าผิวกำลังขาดน้ำ

 ผิวแห้ง และผิวขาดน้ำ ควรใช้อะไร

 ตัวช่วยดูแลผิวแห้งและผิวขาดน้ำในชีวิตประจำวัน

 วิธีดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ

 

ผิวแห้ง กับ ผิวขาดน้ำ ต่างกันอย่างไร

ผิวแห้ง (Dry Skin)
เป็นสภาพผิวที่ผลิตน้ำมันตามธรรมชาติได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวมักลอกเป็นขุย แห้งตึง และรู้สึกไม่สบายผิว

ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin)
เป็นภาวะผิวที่มี “น้ำในผิวไม่เพียงพอ” แม้บางคนจะมีผิวมันหรือผิวผสมก็สามารถขาดน้ำได้ ผิวจะดูหมอง แต่งหน้าไม่ติด มีริ้วรอยเล็ก ๆ ชั่วคราว และผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่หายไป

 

รูปนี้คือบ่งบอกถึงสภาพผิว

 

4 สัญญาณที่บอกว่าผิวกำลังขาดน้ำ

  1. ผิวแห้งตึงและหยาบกร้าน (Dryness & Roughness) 
    รู้สึกผิวไม่เรียบเนียน ลูบแล้วสากๆ และมักตึงหลังล้างหน้า
  2. ผิวมันเยิ้มแต่ไม่ชุ่มชื้น (Oily but Dehydrated)
     ผิวผลิตน้ำมันออกมาเยอะเพื่อชดเชยน้ำที่ขาดหายไป ทำให้หน้ามัน โดยเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก แต่ผิวโดยรวมยังขาดน้ำ
  3. หมองคล้ำและไม่สดใส (Dullness)
     การผลัดเซลล์ผิวช้าลง ทำให้เซลล์ผิวเก่าสะสม ผิวจึงดูไม่เปล่งปลั่ง
  4. ริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines)
     ผิวขาดน้ำทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นและอิ่มฟู ริ้วรอยเล็กๆ (เช่น รอบดวงตา, ร่องแก้ม, หน้าผาก) จะเห็นชัดขึ้น. 

ผิวแห้ง และผิวขาดน้ำ ควรใช้อะไร

ผิวแห้ง

ควรเน้นสกินแคร์ที่ช่วยเสริมเกราะผิวและลดการสูญเสียน้ำ เช่น

  • Ceramide
  • Natural Moisturizing Factor (NMF)
  • น้ำมันจากธรรมชาติในปริมาณเหมาะสม

ผิวขาดน้ำ

ควรเน้นสารที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวและกักเก็บความชุ่มชื้น เช่น

  • Hyaluronic Acid
  • Panthenol
  • NMF

ตัวช่วยดูแลผิวแห้งและผิวขาดน้ำในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญคือการเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง การใช้โทนเนอร์แพดที่ช่วยเติมน้ำและปลอบประโลมผิว เช่น bakuchiol & NMF glowing repair toner pad ซึ่งช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก พร้อมช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและแข็งแรงขึ้นเมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้น การใช้เซรั่มที่เน้นการฟื้นฟูผิวก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญ เช่น เซรั่ม PDRN ซึ่งถูกใช้ในวงการดูแลผิวเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูผิวและเสริมความแข็งแรงของผิวที่อ่อนแอจากภาวะขาดน้ำหรือผิวแห้งสะสม

 

รูปนี้คือตัวอย่างสินค้า

วิธีดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ

ตอนเช้าเน้นเติมน้ำและปกป้องผิว

  1. ล้างหน้า ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน
  2. NMF Glowing Repair Toner Pad ใช้ด้านเรียบเช็ดเบาๆ ทั่วใบหน้า สาร NMF (Natural Moisturizing Factors) จะช่วยเติมสารบำรุงที่เลียนแบบความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวทันที
  3. เซรั่ม PDRN ทาเซรั่ม PDRN ในขั้นตอนนี้ เพื่อช่วยปลอบประโลมผิวและซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ตั้งแต่เริ่มวัน
  4. มอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมเพื่อล็อคความชุ่มชื้น
  5. กันแดด (สำคัญมาก) ปิดท้ายด้วยกันแดดเพื่อป้องกันรังสี UV ไม่ให้ทำลายน้ำในผิว

ตอนเย็น เน้นฟื้นฟูและบำรุง

  1. ล้างหน้า ทำความสะอาดเมคอัพและสิ่งสกปรกให้หมดจด
  2. NMF Glowing Repair Toner Pad หากวันไหนผิวดูหยาบกร้าน สามารถใช้ด้านที่มีปุ่มนูนเช็ดเบาๆ เพื่อผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน หรือแปะทิ้งไว้เป็นมาส์ก 3-5 นาทีในบริเวณที่แห้งจัด
  3. เซรั่ม PDRN ลงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวจากการเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
  4. Bakuchiol ลงผลิตภัณฑ์ที่มีบากูชิลในขั้นตอนนี้ (หากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นเซรั่มเหมือนกัน ให้ลงตัวที่เนื้อบางเบาก่อน แต่ถ้าเป็นครีมให้ลงหลัง PDRN) บากูชิลจะทำงานคล้ายเรตินอลแต่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ช่วยให้ผิวกระชับและเรียบเนียน
  5. มอยส์เจอไรเซอร์ ปิดท้ายด้วยครีมบำรุงที่เข้มข้น

สรุปบท
ผิวแห้งและผิวขาดน้ำเป็นคนละปัญหา แต่มีอาการที่คล้ายกัน การเข้าใจสภาพผิวของตัวเองให้ถูกต้องคือกุญแจสำคัญในการเลือกสกินแคร์ หากผิวขาดน้ำ ควรเน้นการเติมน้ำและฟื้นฟูเกราะผิว หากผิวแห้ง ควรเสริมไขมันผิวควบคู่ไปด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม เช่น bakuchiol & NMF glowing repair toner pad และ เซรั่ม PDRN ร่วมกับการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น แข็งแรง และดูสุขภาพดีในระยะยาว

 


LOGO_Beautyface_final_06.jpg
Beautyface.th
บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy