ผิวแห้ง กับ ปัญหาผิวขาดน้ำ ใช้อะไรดี?

ผิวแห้ง กับ ผิวขาดน้ำ ต่างกันอย่างไร
4 สัญญาณที่บอกว่าผิวกำลังขาดน้ำ
ผิวแห้ง และผิวขาดน้ำ ควรใช้อะไร
ตัวช่วยดูแลผิวแห้งและผิวขาดน้ำในชีวิตประจำวัน
วิธีดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ
ผิวแห้ง กับ ผิวขาดน้ำ ต่างกันอย่างไร
ผิวแห้ง (Dry Skin)
เป็นสภาพผิวที่ผลิตน้ำมันตามธรรมชาติได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวมักลอกเป็นขุย แห้งตึง และรู้สึกไม่สบายผิว
ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin)
เป็นภาวะผิวที่มี “น้ำในผิวไม่เพียงพอ” แม้บางคนจะมีผิวมันหรือผิวผสมก็สามารถขาดน้ำได้ ผิวจะดูหมอง แต่งหน้าไม่ติด มีริ้วรอยเล็ก ๆ ชั่วคราว และผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่หายไป

รูปนี้คือบ่งบอกถึงสภาพผิว
4 สัญญาณที่บอกว่าผิวกำลังขาดน้ำ
- ผิวแห้งตึงและหยาบกร้าน (Dryness & Roughness)
รู้สึกผิวไม่เรียบเนียน ลูบแล้วสากๆ และมักตึงหลังล้างหน้า - ผิวมันเยิ้มแต่ไม่ชุ่มชื้น (Oily but Dehydrated)
ผิวผลิตน้ำมันออกมาเยอะเพื่อชดเชยน้ำที่ขาดหายไป ทำให้หน้ามัน โดยเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก แต่ผิวโดยรวมยังขาดน้ำ - หมองคล้ำและไม่สดใส (Dullness)
การผลัดเซลล์ผิวช้าลง ทำให้เซลล์ผิวเก่าสะสม ผิวจึงดูไม่เปล่งปลั่ง - ริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines)
ผิวขาดน้ำทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นและอิ่มฟู ริ้วรอยเล็กๆ (เช่น รอบดวงตา, ร่องแก้ม, หน้าผาก) จะเห็นชัดขึ้น.
ผิวแห้ง และผิวขาดน้ำ ควรใช้อะไร
ผิวแห้ง
ควรเน้นสกินแคร์ที่ช่วยเสริมเกราะผิวและลดการสูญเสียน้ำ เช่น
- Ceramide
- Natural Moisturizing Factor (NMF)
- น้ำมันจากธรรมชาติในปริมาณเหมาะสม
ผิวขาดน้ำ
ควรเน้นสารที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวและกักเก็บความชุ่มชื้น เช่น
- Hyaluronic Acid
- Panthenol
- NMF
ตัวช่วยดูแลผิวแห้งและผิวขาดน้ำในชีวิตประจำวัน
หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญคือการเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง การใช้โทนเนอร์แพดที่ช่วยเติมน้ำและปลอบประโลมผิว เช่น bakuchiol & NMF glowing repair toner pad ซึ่งช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก พร้อมช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและแข็งแรงขึ้นเมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้น การใช้เซรั่มที่เน้นการฟื้นฟูผิวก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญ เช่น เซรั่ม PDRN ซึ่งถูกใช้ในวงการดูแลผิวเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูผิวและเสริมความแข็งแรงของผิวที่อ่อนแอจากภาวะขาดน้ำหรือผิวแห้งสะสม

รูปนี้คือตัวอย่างสินค้า
วิธีดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ
ตอนเช้าเน้นเติมน้ำและปกป้องผิว
- ล้างหน้า ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน
- NMF Glowing Repair Toner Pad ใช้ด้านเรียบเช็ดเบาๆ ทั่วใบหน้า สาร NMF (Natural Moisturizing Factors) จะช่วยเติมสารบำรุงที่เลียนแบบความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวทันที
- เซรั่ม PDRN ทาเซรั่ม PDRN ในขั้นตอนนี้ เพื่อช่วยปลอบประโลมผิวและซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ตั้งแต่เริ่มวัน
- มอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมเพื่อล็อคความชุ่มชื้น
- กันแดด (สำคัญมาก) ปิดท้ายด้วยกันแดดเพื่อป้องกันรังสี UV ไม่ให้ทำลายน้ำในผิว
ตอนเย็น เน้นฟื้นฟูและบำรุง
- ล้างหน้า ทำความสะอาดเมคอัพและสิ่งสกปรกให้หมดจด
- NMF Glowing Repair Toner Pad หากวันไหนผิวดูหยาบกร้าน สามารถใช้ด้านที่มีปุ่มนูนเช็ดเบาๆ เพื่อผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน หรือแปะทิ้งไว้เป็นมาส์ก 3-5 นาทีในบริเวณที่แห้งจัด
- เซรั่ม PDRN ลงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวจากการเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
- Bakuchiol ลงผลิตภัณฑ์ที่มีบากูชิลในขั้นตอนนี้ (หากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นเซรั่มเหมือนกัน ให้ลงตัวที่เนื้อบางเบาก่อน แต่ถ้าเป็นครีมให้ลงหลัง PDRN) บากูชิลจะทำงานคล้ายเรตินอลแต่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ช่วยให้ผิวกระชับและเรียบเนียน
- มอยส์เจอไรเซอร์ ปิดท้ายด้วยครีมบำรุงที่เข้มข้น
สรุปบท
ผิวแห้งและผิวขาดน้ำเป็นคนละปัญหา แต่มีอาการที่คล้ายกัน การเข้าใจสภาพผิวของตัวเองให้ถูกต้องคือกุญแจสำคัญในการเลือกสกินแคร์ หากผิวขาดน้ำ ควรเน้นการเติมน้ำและฟื้นฟูเกราะผิว หากผิวแห้ง ควรเสริมไขมันผิวควบคู่ไปด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม เช่น bakuchiol & NMF glowing repair toner pad และ เซรั่ม PDRN ร่วมกับการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น แข็งแรง และดูสุขภาพดีในระยะยาว
Beautyface.th


